แก้ปัญหาหน้างาน · อาการรายตัว

ลายสี สีด่าง และจุดสีในชิ้นงาน
แยกให้ออกว่าเป็นที่ masterbatch หรือที่เครื่อง

ลายสีเป็นอาการที่คุณภาพ masterbatch มีผลตรง แต่ก็เป็นอาการที่โทษ MB ผิดบ่อยที่สุดเช่นกัน หน้านี้ไล่ตั้งแต่วิธีแยกลายสีออกจากสีเพี้ยนระหว่างล็อต กลไกการกระจายตัว สาเหตุ 4 กลุ่ม วิธีตรวจที่เรียงจากถูกไปแพง และบอกตรงๆ ว่าส่วนไหนแก้ที่สูตร ส่วนไหนแก้ที่เครื่อง

ฝ่ายการตลาด บริษัท แอดวานซ์ เคม โซลูชั่น จำกัด · 22 ต.ค. 2569 · อ่านประมาณ 7 นาที

ดูให้แน่ว่าเป็นลายสี

ลายสีคือสีที่ไม่สม่ำเสมอ ภายในชิ้นงานเดียวกัน เห็นเป็นเส้นสีเข้มหรืออ่อนตามทิศการไหล เป็นปื้นด่าง หรือเป็นจุดสีเล็กๆ กระจาย อาการนี้ต่างจากปัญหาที่หน้าตาคล้ายกัน

  • ลายสี / สีด่าง สีในชิ้นเดียวกันไม่เท่ากัน มักเห็นชัดใกล้ gate และตามแนวการไหล
  • สีเพี้ยนระหว่างล็อต แต่ละชิ้นสีเรียบ แต่ชิ้นวันนี้กับเมื่อวานไม่เท่ากัน เป็นเรื่องการป้อนและวัตถุดิบระหว่างล็อต ดูในแถว "สีเพี้ยน" ของ ตารางแก้ปัญหาหน้างาน
  • ลายเงิน (splay) เส้นสีเงินวาวตามทิศการไหล มาจากความชื้นหรือก๊าซ ไม่ใช่ pigment
  • จุดดำ จุดสีดำหรือน้ำตาลจากเนื้อพลาสติกที่เสื่อมหรือไหม้ในกระบอก แม้ใช้ MB สีอื่น

กลไก: สีกระจายตัวอย่างไรในสกรู

Masterbatch คือ pigment เข้มข้นที่ถูกกระจายไว้ในพลาสติกตัวพา (carrier) งานของสกรูคือหลอม carrier ให้พร้อมกับเม็ดหลัก แล้วเกลี่ยเนื้อสีเข้มนั้นให้เจือจางทั่วทั้งช็อต ถ้า carrier หลอมช้ากว่า หนืดต่างจากเม็ดหลักมาก หรือสกรูผสมไม่พอ เนื้อสีเข้มจะไหลเข้าแม่พิมพ์เป็นสายก่อนจะเจือจางทัน และเห็นเป็นลายในชิ้นงาน

ด้านซ้าย carrier ของ masterbatch หลอมและหนืดใกล้เคียงเม็ดหลัก สีจึงเจือจางทั่วและชิ้นงานสีเรียบ ด้านขวา carrier หนืดต่างหรือผสมไม่พอ เนื้อสีเข้มไหลเป็นสาย ชิ้นงานมีลายสีตามทิศการไหล 1. carrier เข้ากัน ผสมพอ 2. carrier ไม่เข้ากัน ผสมไม่พอ gate สีเรียบทั้งชิ้น gate ลายสีตามทิศการไหล ลูกศรจุด = ทิศการไหลจาก gate
เนื้อสีเข้มต้องถูกเกลี่ยให้เจือจางก่อนออกจากสกรู ถ้า carrier ไม่เข้ากับเม็ดหลักหรือการผสมไม่พอ สีจะเป็นสายตามทิศการไหล (ภาพหลักการ ไม่ตรงสัดส่วนจริง)

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ ลายสีมาจาก สามเรื่องที่ต้องดีพร้อมกัน: ปริมาณ MB ที่ป้อนจริงคงที่ MB ที่ออกแบบให้เข้ากับเม็ดหลัก และเครื่องที่ผสมได้พอ ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็เกิดลายได้

สาเหตุ 4 กลุ่ม

1. Masterbatch

Carrier ที่หนืดหรือ MFI ต่างจากเม็ดหลักมาก หรือเป็นพอลิเมอร์คนละชนิดที่ผสมเข้ากันยาก pigment ที่กระจายตัวใน carrier ไม่ดีตั้งแต่ตอนผลิต MB และความเข้มข้นที่สูงจนต้องเติมในสัดส่วนต่ำมาก ทำให้เกลี่ยให้ทั่วได้ยาก

2. การป้อนและการผสมก่อนเข้าเครื่อง

เครื่องเติมป้อนไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ได้สอบเทียบ และเม็ด MB ที่ขนาดหรือความหนาแน่นต่างจากเม็ดหลักแยกชั้นในถังผสมหรือฮอปเปอร์ สีจึงอ่อนเข้มเป็นช่วง

3. Process และเครื่อง

Back pressure ต่ำ รอบสกรูไม่เหมาะ อุณหภูมิโซนท้ายต่ำจน carrier หลอมไม่ทัน สกรูทั่วไปที่ไม่มีส่วนผสม (mixing section) และสีเก่าที่ล้างกระบอกไม่หมด

4. ชิ้นงานและเม็ดหลัก

ชิ้นงานบางหรือใส ทำให้เห็นความไม่สม่ำเสมอชัดกว่าชิ้นหนาทึบ เม็ดหลักต่างล็อตมีสีพื้นต่างกัน และสัดส่วน regrind ที่มีสีอยู่แล้วไม่คงที่

ตรวจทีละขั้น จากถูกไปแพง

  1. ชั่ง MB ที่ป้อนจริง เก็บ MB ที่เครื่องเติมปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วชั่งเทียบกับเม็ดหลักในช่วงเดียวกัน ตั้งไว้ค่าหนึ่งไม่ได้แปลว่าป้อนได้ค่านั้น ชั่งก่อนเถียง
  2. ฉีดเม็ดหลักอย่างเดียว สัก 20–30 ช็อต ถ้ามีจุดหรือลายอยู่แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ MB
  3. เพิ่ม back pressure ทีละขั้น ถ้าลายลดลงชัดเจน แปลว่าการผสมไม่พอ ดูรอบฉีดและอุณหภูมิเนื้อไปพร้อมกัน
  4. ฉีดแผ่นเรียบ แผ่นบางสีอ่อนส่องกับแสงจะเห็นลายและจุดชัดกว่าชิ้นงานจริง ใช้เทียบก่อนและหลังแต่ละการเปลี่ยน
  5. เทียบผสมในถังกับเครื่องเติม และเก็บเม็ดจากด้านบนกับด้านล่างของฮอปเปอร์มาเทียบ ถ้าสัดส่วนต่างกัน เป็นเรื่องการแยกชั้น
  6. ขอข้อมูล carrier จากผู้ทำ MB ชนิดพอลิเมอร์และ MFI ของ carrier เทียบกับเม็ดหลักของคุณ ถ้าต่างกันมาก ให้ขอ MB ที่ใช้ carrier ใกล้เคียงกว่ามาทดลองเทียบ
  7. พิจารณาเครื่อง ถ้าทุกข้อด้านบนทำแล้วยังไม่หาย การเพิ่มหัวผสม (mixing nozzle) หรือสกรูที่มีส่วนผสมเป็นทางที่ลงทุนมากที่สุด

ตาราง สาเหตุ → วิธีตรวจ → วิธีแก้

สาเหตุวิธีตรวจวิธีแก้
ปริมาณ MB ที่ป้อนจริงแกว่งชั่ง MB ที่ป้อนต่อช่วงเวลาเทียบกับค่าที่ตั้งสอบเทียบเครื่องเติม ใช้แบบชั่งน้ำหนักถ้าแกว่งมาก
MB แยกชั้นในถังหรือฮอปเปอร์เทียบเม็ดจากด้านบนและด้านล่างของฮอปเปอร์เติมที่ปากฮอปเปอร์แทนผสมในถัง ลดความสูงของเม็ดในฮอปเปอร์
การผสมในสกรูไม่พอเพิ่ม back pressure ทีละขั้นแล้วดูแผ่นทดสอบตั้ง back pressure และรอบสกรูใหม่ หรือเพิ่ม mixing nozzle
Carrier หลอมไม่ทันลายลดเมื่อเพิ่มอุณหภูมิโซนท้ายปรับโปรไฟล์อุณหภูมิ หรือใช้ MB ที่ carrier หลอมใกล้เม็ดหลัก
Carrier ไม่เข้ากับเม็ดหลักเทียบชนิดและ MFI ของ carrier กับเม็ดหลักเลือก MB ที่ carrier เป็นพอลิเมอร์เดียวกันและหนืดใกล้เคียง
Pigment กระจายตัวไม่ดีใน MBจุดสีหายเมื่อฉีดเม็ดเปล่า กลับมาเมื่อใส่ MB ล็อตนั้นส่งตัวอย่างและเลขล็อตให้ผู้ผลิต MB ตรวจ
ปริมาณเติมต่ำเกินสำหรับชิ้นงานลายลดเมื่อลองเติมเพิ่มในการทดลองใช้ MB ความเข้มข้นต่ำลงแล้วเติมมากขึ้น คิดต้นทุนต่อชิ้นงานดีก่อนเปลี่ยน
สีเก่าค้างในกระบอกลายลดลงเรื่อยๆ หลังเปลี่ยนสีทำขั้นตอนล้างสีให้เป็นมาตรฐาน ใช้ purging compound เมื่อเปลี่ยนสีบ่อย

ส่วนไหนแก้ที่สูตร ส่วนไหนแก้ที่เครื่อง

อาการนี้ต่างจากรอยยุบ เพราะ การออกแบบ masterbatch มีผลจริง แต่ไม่ได้มีผลทุกกรณี แยกให้ชัดก่อนเปลี่ยนผู้ขาย

  • แก้ที่สูตร MB ได้ carrier ที่เป็นพอลิเมอร์เดียวกับเม็ดหลักและหนืดใกล้เคียง การกระจายตัวของ pigment ใน carrier และความเข้มข้นที่ทำให้เติมในสัดส่วนที่เครื่องป้อนได้แม่น ถ้าใช้ MB หลายตัวพร้อมกัน เช่น สีกับ UV หรือ antistatic carrier ของทุกตัวควรเข้ากับเม็ดหลักเช่นกัน ดูกลุ่มสินค้าที่ ACS ดูแลได้ที่ สินค้าและ TDS
  • แก้ที่เครื่อง เครื่องเติมที่ไม่แม่น การแยกชั้นในฮอปเปอร์ back pressure ต่ำ และสกรูที่ไม่มีส่วนผสม MB ตัวไหนก็แก้แทนไม่ได้
  • คิดเป็นต้นทุนต่อชิ้นงานดี MB ที่ราคาต่อกิโลกรัมถูกแต่ต้องเติมมากกว่า หรือทำให้ของเสียเพิ่ม อาจแพงกว่าเมื่อคิดรวม ดู เศรษฐศาสตร์ของสูตร

ถ้าสงสัยเรื่องการผสมในเครื่อง อ่านพื้นฐานสกรูและ back pressure ได้ใน การฉีดพลาสติก

ข้อควรระวังทางเทคนิค

ค่าการเติม (let-down ratio) และข้อมูลทางเทคนิคในหน้านี้เป็นค่าอ้างอิงทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันคุณสมบัติ ต้องยืนยันด้วยการทดลองในกระบวนการผลิตของคุณเองก่อนใช้งานจริง

FAQ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องลายสี

เพิ่ม back pressure แล้วลายสีหาย แปลว่า masterbatch ไม่ดีหรือเปล่า

ไม่จำเป็น การเพิ่ม back pressure เพิ่มงานผสมในสกรู ถ้าลายหายแปลว่าเนื้อต้องการการผสมมากกว่าที่ตั้งไว้ อาจเพราะ carrier หนืดต่างจากเม็ดหลัก ปริมาณ MB ต่ำ หรือสกรูไม่มีส่วนผสม ถ้าค่าที่ต้องใช้ยังอยู่ในช่วงที่เครื่องรับได้และรอบไม่เพิ่มจนเป็นปัญหา ใช้ต่อได้ ถ้าต้องดันสูงมากจนเม็ดร้อนเกินหรือรอบยาวขึ้น ควรคุยกับผู้ทำ MB เรื่อง carrier และการกระจายตัว

มาสเตอร์แบทช์ราคาถูกกว่า แต่ต้องเติมมากกว่า คุ้มไหม

ต้องคิดเป็นต้นทุนต่อชิ้นงานดี ไม่ใช่ราคาต่อกิโลกรัม MB ที่ราคาถูกแต่ต้องเติมมากกว่า หรือทำให้มีของเสียจากลายสีมากขึ้น อาจแพงกว่าเมื่อคิดรวม ให้เอาปริมาณเติมจริง ราคา และสัดส่วนของเสียมาคำนวณเทียบกันทั้งสองตัว ดูวิธีคิดได้ในหน้าเศรษฐศาสตร์ของสูตร

จุดสีเข้มเล็กๆ ในชิ้นงานใส คือ pigment ที่ไม่แตกตัวใช่ไหม

อาจเป็น pigment ที่จับกันเป็นก้อน (agglomerate) แต่ต้องแยกจากจุดดำที่เกิดจากเนื้อพลาสติกเสื่อมหรือไหม้ในกระบอก และสิ่งปนเปื้อนจากสีเก่า วิธีแยกเบื้องต้นคือฉีดเม็ดหลักอย่างเดียวโดยไม่ใส่ MB ถ้ายังมีจุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ MB ถ้าจุดหายและกลับมาเมื่อใส่ MB ให้ส่งตัวอย่างชิ้นงานและล็อต MB ให้ผู้ผลิตตรวจการกระจายตัว

ผสม masterbatch ในถังก่อน หรือใช้เครื่องเติมที่ปากฮอปเปอร์ ดีกว่ากัน

ผสมในถังลงทุนน้อย แต่เม็ด MB ที่ขนาดหรือความหนาแน่นต่างจากเม็ดหลักอาจแยกชั้นระหว่างลำเลียงหรือในฮอปเปอร์ ทำให้สีอ่อนเข้มเป็นช่วง เครื่องเติมแบบชั่งน้ำหนักให้สัดส่วนนิ่งกว่า แต่ต้องสอบเทียบเป็นระยะ ถ้าสีแกว่งเป็นช่วงเวลา ให้ลองเก็บเม็ดผสมจากด้านบนและด้านล่างของฮอปเปอร์มานับหรือชั่งเทียบกัน

ลายสียังไม่หายแม้ปรับเครื่องแล้ว?

ส่งรูปชิ้นงาน แผ่นทดสอบ ชื่อและล็อต MB ที่ใช้ และค่าที่ตั้งบนเครื่องมาทาง LINE ทีมเทคนิคจะช่วยแยกว่าเป็นเรื่อง MB การป้อน หรือการผสมในเครื่อง