เศรษฐกิจหมุนเวียน

การพัฒนาสูตรเม็ดรีไซเคิล
เริ่มจากชิ้นงาน ไม่ใช่เริ่มจากเม็ด

เม็ดรีไซเคิลที่ดีไม่ใช่เม็ดที่ใกล้เคียงเม็ดใหม่ที่สุด แต่คือเม็ดที่ผ่านสเปกของชิ้นงานนั้นได้ทุกล็อต หน้านี้อธิบายวิธีออกแบบเกรดรีไซเคิลร่วมกับลูกค้า: ตั้งเป้า ตรวจวัตถุดิบ เลือกตัวแปรในสูตร และทดลองจนได้สเปกที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

ฝ่ายการตลาด บริษัท แอดวานซ์ เคม โซลูชั่น จำกัด · 22 ต.ค. 2569 · อ่านประมาณ 10 นาที

ตั้งเป้าหมายจากชิ้นงาน

งานพัฒนาสูตรรีไซเคิลมีสามอินพุต: วัตถุดิบรีไซเคิลที่แปรปรวน สารเติมแต่งที่ใช้ชดเชย และเป้าหมายของชิ้นงาน สูตรคือจุดที่สามอย่างนี้มาบรรจบกัน ผลลัพธ์ที่ต้องการคือสเปกเม็ดที่นิ่งพอ และตรวจได้ทุกล็อต

ภาพรวมการพัฒนาสูตร: วัตถุดิบรีไซเคิลที่ MFI แกว่งและมีสิ่งปนเปื้อน สารเติมแต่ง และเป้าหมายของชิ้นงาน ไหลเข้ากล่องสูตร ผ่านจุดตรวจ QC แล้วออกเป็นสเปกเม็ดที่นิ่ง ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ ย้อนกลับไปปรับสูตรและทดลองซ้ำ วัตถุดิบรีไซเคิล MFI แกว่ง มีสิ่งปนเปื้อน สารเติมแต่ง AO · compatibilizer เป้าหมายชิ้นงาน สมบัติ · % รีไซเคิล สูตร (formulation) ทดลอง → ปรับ QC สเปกเม็ดที่นิ่ง MFI อยู่ในช่วงที่ตกลง กลิ่น สี ความเหนียว สเปกเป็นลายลักษณ์อักษร + ตัวอย่างเก็บทุกล็อต ไม่ผ่านเกณฑ์ → ปรับสูตรแล้วทดลองซ้ำ
สามอินพุตเข้าสู่สูตร ผ่าน QC แล้วจึงเป็นสเปกเม็ดที่นิ่ง ถ้าไม่ผ่าน ย้อนกลับไปปรับสูตร (ภาพแสดงหลักการ)

ก่อนเลือกสารเติมแต่งตัวไหน ต้องตกลงสิ่งเหล่านี้กับลูกค้าให้ชัด

  • ชิ้นงานและการใช้งาน รับแรงแบบไหน ใช้ในร่มหรือกลางแจ้ง อุณหภูมิใช้งาน และอายุที่คาดหวัง
  • กระบวนการขึ้นรูป ฉีด รีด หรือเป่า ซึ่งกำหนดช่วง MFI ที่เครื่องและแม่พิมพ์รับได้ ดู การขึ้นรูปพลาสติก
  • การทดสอบที่ใช้รับชิ้นงาน เช่น drop test ความแข็ง ขนาด สี และกลิ่น ใช้เกณฑ์ของชิ้นงาน ไม่ใช่ค่าของเม็ดใหม่
  • สัดส่วนรีไซเคิลเป้าหมายและวิธีนับ PCR กับ PIR นับต่างกันในบางมาตรฐาน ดู PIR กับ PCR และลูกค้าต้องการเอกสารยืนยันแบบไหน ดู มาตรฐานและการรับรอง
  • ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ งานสัมผัสอาหารใช้ PCR ชนิด PP และ PE ได้จำกัดมาก ต้องตรวจข้อกำหนดของตลาดที่ขายก่อนเริ่ม
  • ปริมาณและความถี่ที่ใช้ กำหนดขนาดล็อตและแผนผสมวัตถุดิบหลายล็อต

ตรวจลักษณะวัตถุดิบ

วัตถุดิบรีไซเคิลต้องตรวจหลายล็อต ไม่ใช่ล็อตเดียว เพราะสิ่งที่ออกแบบคือการรับมือกับ "ช่วง" ของวัตถุดิบ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย ถ้าวัตถุดิบยังสกปรกหรือปนชนิดมาก ให้แก้ที่ขั้น คัดแยกและเตรียมวัตถุดิบ ก่อน

การตรวจบอกอะไรใช้ตัดสินใจเรื่องสูตรอย่างไร
MFI หลายล็อต (ISO 1133)ค่ากลางและการกระจายระหว่างล็อตตั้งเป้า MFI ตัดสินว่าต้องผสมเม็ดใหม่ ผสมหลายล็อต หรือปรับ rheology
DSC (ISO 11357)PE ปนใน PP หรือ PP ปนใน PE จากจุดหลอมที่สองต้องใช้ compatibilizer หรือไม่ และเท่าไร
เถ้า (ISO 3451)filler ที่ติดมา (talc, CaCO3) และสิ่งปนเปื้อนอนินทรีย์นับ filler ที่มีอยู่แล้วก่อนเติมเพิ่ม และคุมความหนาแน่น
OIT (ISO 11357-6)สารกันเสื่อมที่เหลือในเนื้อพลาสติกกำหนดปริมาณการเติมสารกันเสื่อมใหม่
กลิ่น (odour panel)ระดับกลิ่นเทียบตัวอย่างอ้างอิงต้องใช้ degassing หรือสารดูดซับกลิ่นหรือไม่
ความชื้นโอกาสเกิดฟองและรอยเงินกำหนดการอบหรือสารดูดความชื้น (desiccant)
สีและจุด (L*a*b*, นับจุดและเจลบนแผ่นหรือฟิล์มตัวอย่าง)ช่วงสีและความสะอาดสีปลายทางที่เป็นไปได้ และความละเอียดของการกรอง
ความเหนียว (ISO 179 / ISO 180)ระยะห่างจากเป้าของชิ้นงานต้องใช้ impact modifier หรือไม่

ACS ไม่มีห้องแล็บของตัวเอง เราช่วยกำหนดรายการทดสอบและเกณฑ์ ส่วนการวัดทำที่แล็บพันธมิตรหรือแล็บภายนอก หรือที่ QC ของลูกค้า

ตัวแปรในสูตร

ไม่มีสารตัวเดียวที่แก้ทุกอาการ แต่ละตัวแปรแก้ปัญหาเฉพาะ และมีสิ่งที่ต้องแลก เลือกจากผลตรวจวัตถุดิบและเป้าหมายของชิ้นงาน

1. เติมสารกันเสื่อมใหม่ (re-stabilization)

antioxidant หลักชนิด phenolic ดักอนุมูลอิสระระหว่างใช้งานระยะยาว processing stabilizer ชนิด phosphite ปกป้องระหว่างหลอม และ acid scavenger จับกรดที่ตกค้าง ทั้งหมดหยุดการเสื่อมต่อ แต่ไม่ต่อสายโซ่ที่ขาดไปแล้ว ปริมาณขึ้นกับ OIT ที่เหลือและสัดส่วนรีไซเคิล ดูช่วงอ้างอิงของ additive package ในหน้า เม็ดรีไซเคิล PCR

2. Compatibilizer สำหรับ PP และ PE ที่ปนกัน

PP กับ PE ไม่ผสมเป็นเนื้อเดียว แยกเป็นสองเฟสที่ยึดกันอ่อน compatibilizer มักเป็นโคพอลิเมอร์หรืออีลาสโตเมอร์กลุ่ม olefin ที่เข้ากับทั้งสองเฟส ช่วยให้รอยต่อเฟสแข็งแรงขึ้น ลดผิวลอกและความเปราะ เลือกชนิดและปริมาณตามสัดส่วนที่วัดได้จาก DSC

3. Impact modifier

อีลาสโตเมอร์ เช่น POE หรือ EPDM คืนความเหนียวที่เสียไปจากการเสื่อมและการปนชนิด แลกกับความแข็ง (modulus) ที่ลดลง และ MFI ที่มักลดลงตาม

4. ปรับ MFI

ผสมเม็ดใหม่ในสัดส่วนคงที่ทำให้ MFI นิ่งและเข้าเป้า แลกกับสัดส่วนรีไซเคิลที่ลดลง สำหรับ PP การทำ controlled rheology (ใช้ peroxide ตัดสายโซ่อย่างควบคุม) เพิ่ม MFI และทำให้การกระจายน้ำหนักโมเลกุลแคบลง เหมาะกับงานฉีดผนังบาง แต่ลดความเหนียว ส่วนการลด MFI ทำได้ยากกว่า มักใช้การผสมเม็ดหรือเกล็ดที่ MFI ต่ำกว่า และการผสมหลายล็อตให้เฉลี่ยก่อนใช้ช่วยลดการแกว่งได้เสมอ

5. คุมกลิ่นและ degassing

vacuum venting ระหว่างหลอมดึงสารระเหยออก สารดูดซับกลิ่น (odour absorber) จับสารที่เหลือ การกลบด้วยน้ำหอมไม่ได้แก้ต้นเหตุ และลูกค้าบางรายไม่ยอมรับ ควรตกลงเกณฑ์กลิ่นและวิธีวัดกับลูกค้าตั้งแต่ต้น

6. แก้สี

เกล็ดสีผสมมักออกโทนเทาหรือน้ำตาล masterbatch สีเทาหรือดำช่วยกลบความต่างของสีระหว่างล็อต และ carbon black ที่กระจายตัวดียังช่วยกัน UV ด้วย แต่สีปลายทางที่ทำได้ขึ้นกับเกล็ดตั้งต้น สีอ่อนหรือสีสดต้องใช้เกล็ดใสหรือสีธรรมชาติ

7. UV package สำหรับงานกลางแจ้ง

วัตถุดิบรีไซเคิลผ่านแดดและความร้อนมาแล้ว และเหลือสารกันเสื่อมน้อย งานกลางแจ้ง เช่น พาเลท ลัง กระถาง ต้องเติม HALS และ/หรือ UVA ใหม่ ดู พลาสติกกรอบแตกกลางแดด สิ่งปนเปื้อนที่เป็นกรดลดประสิทธิภาพของ HALS บางกลุ่ม จึงต้องทดสอบในสูตรรวม ไม่ใช่ทดสอบ UV package แยก

8. สารตัวเติม (filler)

talc หรือ CaCO3 เพิ่มความแข็ง ลดการหดตัว และช่วยให้ขนาดชิ้นงานนิ่ง แลกกับความหนาแน่นที่สูงขึ้น ความเหนียวที่ลดลง และเถ้าที่ต้องระบุในสเปก ต้องนับ filler ที่ติดมากับวัตถุดิบ (จากผลเถ้า) ก่อนเติมเพิ่ม

สรุป: ตัวแปร แก้อะไร แลกกับอะไร

ตัวแปรแก้อะไรสิ่งที่ต้องแลก
สารกันเสื่อมใหม่ (AO + phosphite + acid scavenger)MFI ขยับระหว่างหลอม เปราะเร็วหลังใช้งาน สีเหลืองต้นทุนสารเติมแต่ง ไม่คืนสายโซ่ที่ขาดแล้ว
Compatibilizerผิวลอก เปราะจาก PP/PE ปนกันความแข็งลดเล็กน้อย ต้องเลือกตามสัดส่วนที่วัดได้
Impact modifierความเหนียว ทนแรงกระแทกความแข็งและ MFI ลดลง ต้นทุนสูงขึ้น
ผสมเม็ดใหม่MFI และสมบัติเข้าเป้า นิ่งขึ้นสัดส่วนรีไซเคิลลดลง
Controlled rheology (PP)MFI ต่ำเกินสำหรับงานฉีดผนังบางความเหนียวลด ใช้เพิ่ม MFI ได้ทางเดียว
ผสมหลายล็อตให้เฉลี่ยการแกว่งระหว่างล็อตต้องมีพื้นที่ ระบบผสม และการวางแผนวัตถุดิบ
Degassing + สารดูดซับกลิ่นกลิ่น สารระเหย ฟองต้องเครื่องหลอมที่มี vent สารดูดซับบางชนิดมีผลต่อสีหรือความชื้น
Masterbatch สีเทาหรือดำสีไม่เท่ากันระหว่างล็อตจำกัดสีปลายทางเป็นโทนเข้ม
UV package (HALS / UVA)กรอบ ซีด แตกเมื่อใช้งานกลางแจ้งต้นทุน ต้องทดสอบในสูตรรวมเพราะสิ่งปนเปื้อนบางชนิดรบกวน
Filler (talc, CaCO3)ความแข็ง การหดตัว ขนาดชิ้นงานหนักขึ้น เหนียวน้อยลง เถ้าสูงขึ้น

แผนทดลองจนเป็นสเปก

สูตรรีไซเคิลไม่จบที่ผลแล็บ จบเมื่อชิ้นงานผ่านบนเครื่องของลูกค้า และล็อตต่อๆ ไปยังผ่านได้เหมือนเดิม

  1. ตกลงเป้าหมายและเกณฑ์ ชิ้นงาน กระบวนการ การทดสอบรับ และสัดส่วนรีไซเคิล เขียนเป็นเอกสารสั้นๆ ก่อนเริ่ม
  2. ตรวจวัตถุดิบหลายล็อต ตามรายการด้านบน เพื่อรู้ช่วงความแปรปรวนที่สูตรต้องรับ
  3. ออกแบบสูตรตั้งต้นและผลิตล็อตนำร่อง (pilot lot) มักเทียบสูตร 2–3 แบบ แล้ววัดสมบัติของเม็ดเทียบเป้า
  4. ทดลองขึ้นรูปบนเครื่องของลูกค้า ใช้แม่พิมพ์และสภาวะเดียวกับการผลิตจริง เทียบสามตัวอย่าง: วัสดุเดิม สูตรใหม่ และเม็ดใหม่ล้วน วัดของเสีย รอบผลิต และผลทดสอบรับชิ้นงาน
  5. ปรับสูตรและทดลองซ้ำ ถ้าไม่ผ่าน แยกให้ได้ว่าต้องแก้ที่วัตถุดิบ สูตร หรือสภาวะการผลิต
  6. เขียนสเปกเป็นลายลักษณ์อักษร สมบัติ ช่วงที่ยอมรับ วิธีทดสอบ (เช่น ISO 1133 สำหรับ MFI) ความถี่ในการตรวจ การเก็บตัวอย่าง (retain sample) และเงื่อนไขที่ถือว่าล็อตไม่ผ่าน
  7. ผลิตล็อตต่อเนื่อง (repeat lots) ติดตามล็อตแรกๆ อย่างใกล้ชิด บันทึกผลทุกล็อต เก็บตัวอย่างอ้างอิง และแจ้งล่วงหน้าเมื่อแหล่งวัตถุดิบหรือสูตรเปลี่ยน (change control) ดู จากเกล็ดสู่เม็ด และการตรวจทุกล็อต

ต้นทุนต่อชิ้นงานดี และบทบาทของ ACS

สูตรรีไซเคิลที่ปรับดีแล้วอาจมีต้นทุนต่อกิโลกรัมสูงกว่าวัตถุดิบรีไซเคิลดิบ เพราะมีสารเติมแต่ง แต่สิ่งที่ต้องเทียบคือต้นทุนต่อชิ้นงานดี (cost per good part) ซึ่งรวมของเสีย รอบผลิต และงานที่ถูกตีกลับ ลองใส่ตัวเลขของโรงงานคุณใน เครื่องคิด Cost-in-Use และอ่านวิธีคิดใน เศรษฐศาสตร์ของสูตร

เม็ด PCR / rPP compound ของ ACS ขายภายใต้แบรนด์ Pure Earth งานกลุ่ม Circular ผลิตที่โรงงานของ ACS เอง (กำลังการผลิตไม่เกิน 3,000 ตัน/ปี อยู่ระหว่างขยาย) และพัฒนาสูตรร่วมกับลูกค้าตามขั้นตอนในหน้านี้ เราช่วยกำหนดรายการทดสอบและเกณฑ์รับล็อต ส่วนผลทดสอบวัดที่แล็บพันธมิตรหรือแล็บภายนอก หรือที่ QC ของลูกค้า

FAQ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการพัฒนาสูตรรีไซเคิล

ใช้รีไซเคิล 100% ได้ไหม

บางชิ้นงานได้ เช่น ชิ้นงานที่ไม่รับแรงมากและไม่ต้องการสีอ่อน แต่ยิ่งสัดส่วนสูง ความแปรปรวนของวัตถุดิบยิ่งส่งถึงชิ้นงานโดยตรง และต้องใช้สารเติมแต่งมากขึ้น หลายงานจึงลงตัวที่การผสมเม็ดใหม่ในสัดส่วนคงที่ ควรตั้งเป้าจากสเปกชิ้นงานและผลทดลอง แล้วเพิ่มสัดส่วนทีละขั้น

เม็ดผ่านสเปกแล้ว ทำไมยังต้องทดลองบนเครื่องของลูกค้า

ค่าของเม็ด เช่น MFI และ impact บอกไม่ครบว่าเม็ดจะไหลในแม่พิมพ์นั้นอย่างไร หดตัวเท่าไร สีบนชิ้นงานจริงเป็นอย่างไร และของเสียเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งเหล่านี้วัดได้บนเครื่องและแม่พิมพ์ที่ใช้ผลิตจริงเท่านั้น และเป็นตัวกำหนดต้นทุนต่อชิ้นงานดี

ถ้าวัตถุดิบรีไซเคิลเปลี่ยนแหล่ง สูตรต้องเปลี่ยนไหม

ถ้าคุณสมบัติของวัตถุดิบยังอยู่ในช่วงที่ออกแบบไว้ ใช้สูตรเดิมได้ โดยผสมหลายล็อตให้เฉลี่ย ถ้าออกนอกช่วง เช่น MFI หรือสัดส่วน PE ต่างไปมาก ต้องตรวจวัตถุดิบใหม่และทดลองซ้ำ สเปกที่ตกลงกันควรระบุว่าการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบหรือสูตรต้องแจ้งลูกค้าก่อน (change control)

ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อเริ่มพัฒนาสูตร

ชิ้นงานหรือแบบชิ้นงาน กระบวนการขึ้นรูป TDS ของเม็ดที่ใช้อยู่ การทดสอบที่ลูกค้าปลายทางใช้รับชิ้นงาน และสัดส่วนรีไซเคิลเป้าหมาย ถ้ามีวัตถุดิบรีไซเคิลอยู่แล้ว ส่งตัวอย่าง 2–3 ล็อตพร้อมค่า MFI ที่มีมาด้วย

ข้อควรระวังทางเทคนิค

ค่าการเติม (let-down ratio) และข้อมูลทางเทคนิคในหน้านี้เป็นค่าอ้างอิงทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันคุณสมบัติ ต้องยืนยันด้วยการทดลองในกระบวนการผลิตของคุณเองก่อนใช้งานจริง

เริ่มออกแบบเกรดรีไซเคิลสำหรับชิ้นงานของคุณ

ส่งข้อมูลชิ้นงาน การทดสอบรับ และสัดส่วนรีไซเคิลที่ตั้งเป้า พร้อมตัวอย่างวัตถุดิบถ้ามี เราตอบกลับพร้อมรายการตรวจและแผนทดลอง ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีเงื่อนไขซื้อ

อ่านต่อ